2.นักคิดนักเขียน

posted on 20 Mar 2011 16:26 by boygointer

เคยสงสัยกันมั๊ยครับ ว่าทำไมเมื่อประมาณ 2500 ปี ที่แล้ว
ได้ผุดกำเนิด นักปราชญ์ นักปรัชญา ขึ้นมาทั่วทุกมุมโลก
หลายคน เช่น  โสเครติส อริสโตเติล ขงจือ พระพุทธเจ้า...  
แน่นอนครับว่าสิ่งนี้ต้องมีสาเหตุ และสาเหตุนั้นก็คือ

 
 
 การเกิดขึ้นของวัฒนธรรมการเขียน


แรกเริ่มเดิมที คนเราใช้ภาษาพูดในการสื่อสารถึงกันเป็น
หลักจนเมื่อเกิดการเขียนทำให้เราสามารถ "สถิตความคิด"
ของตนเอง จากแต่เดิมที่ฟุ้งกระจายและสูญหายไป
กับการคิดในใจ เมื่อมันถูก ทำให้สถิตเป็นตัวอักษรบนกระดาษ

เราสามารถย้อนกลับไปอ่านสิ่งที่ตนเองคิดและเขียน ทำให้
เข้าใจตนเองว่าเราคือใคร การเขียนจึงเป็นกระจกสะท้อน
ที่ทำให้คนเรา สามารถตระหนักรู้ ถึงการดำรงอยู่ของตนเองบนโลก
 
 

 และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของศาสนาและปรัชญาทั้งหลายในทั่วทุกมุมโลก


ผมเชื่อว่า คนที่ชอบเขียนอยู่แล้วน่าเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้
การเขียนช่วยทำให้ตระหนักรู้ถึงการดำรงอยู่ของตนเอง
และเป็นกระจกสะท้อนตัวเราเอง

บางครั้งผมเคยกลับไปอ่านในสิ่งที่ตัวเองเคยเขียนไว้ แล้วก็
ต้องแปลกใจว่าทำไมตอนนั้นผมถึงรู้สึกแบบนั้นคิดแบบนั้น
แต่ความคิดและความรู้สึกในปัจจุบันกลับเปลี่ยนไปอีกแบบนึง
ซึ่งปรากฏการณ์แบบนี้แหละ ทำให้ผมเข้าถึงตัวเองทำให้ผมได้
ยิ่งมองเห็นตัวผม ได้รู้ว่าเคยคิดอะไร กำลังคิดอะไรและเผื่อว่า
จะคิดอะไรต่อไปได้อีก ซึ่งทั้งหมดนี้มันสำคัญมากต่อการมีชีวิตอยู่

การเขียนจึงเป็นเครื่องมือในการทบทวนตัวตนของเรา 
เราใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ทำไม ภาระกิจของเราคืออะไร 
เราได้เรียนรู้อะไรมาแล้วบ้าง การเขียนจะช่วยให้เรา
ตกผลึกทางความคิด



เราทุกคนสามารถเขียนได้ครับ คนส่วนใหญ่มักถูกหลอก
ให้หลงเชื่อว่า การเขียนเป็นกิจกรรมได้เฉพาะคนบางพวกเช่น
นักวิชาการ คอลัมนิสต์ คนจบดอกเตอร์แต่จริง ๆ แล้วเราทุกคน
มีความสามารถในการคิดและเขียนได้เหมือนกันหมด เพียงแต่
เราถูกพรากความสามารถนี้ไปโดยระบบการศึกษา ที่สั่งให้เรา
กากบาทเลือกคำตอบในกระดาษข้อสอบ

เมื่อไม่ได้เขียน ก็ยากที่เราจะสถิตความคิด เมื่อไม่ได้สถิตความคิด
เราก็เลยพาลคิดไปว่าตัวเองไม่ได้คิด หรือคิดไม่ได้ แบบพวกที
ถูกระบุตัวไว้แล้วว่าเป็น"นักคิด"



จริงๆ ตั้งใจผมจะเขียนบ่อย ๆ แต่ก็มัวคิดว่า จะเขียนออกมาให้
เพอเฟค คิดแบบนี้ก็เลยทำให้เขียนออกมาไม่ได้ซักที  จริงๆ แล้ว
ผมก็ไม่เคยมีความฝันจะเป็นนักเขียนอยู่ในกมลความคิดเลย
แล้วผมจะมาแคร์ไปทำไมล่ะถ้าเขียนออกมาไม่ดี จริงอยู่ที่ข้อเขียน
ของผม คงไม่ได้แหลมคมเหมือนพวกนักเขียนรุ่นใหญ่ตามคอลัมนิส

แต่ผมเชื่อว่า คนที่ลุกขึ้นมาเขียน ก็นับว่าเป็นคนมีความคิดแล้วล่ะ
และไม่มีข้อเขียน ของใครหลอกที่เลวร้าย โง่งม ตื้นเขิน ผมเชื่อเช่นนั้น

เพราะฉะนั้น การเขียนจึงเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็เขียนได้ครับ เราทุกคนควร
จะมีโอกาสได้สถิตความคิดของตนเองเป็นประจำ ขอเพียงเขียนให้ดี
เขียนในสิ่งที่มีประโยชน์ต่อตนเองและผู้อ่าน



จากนี้ไปผมจะขอใช้พื้นที่ของบล็อกนี้ เป็นที่สถิตความคิดของตัวเอง
ไม่ได้เพื่อต้องการให้ใครมาบอกว่าผมเป็น"นักคิดนักเขียน" แต่เพื่อให้
การเขียนนั้นสะท้อนให้มองเห็นตนเอง  ตระหนักรู้ถึงการดำรงอยู่ของ
ตัวเองบนโลกใบนี้

แน่นอนว่าเมื่อผมเขียนตัวผมเองต้องได้ประโยชน์เป็นคนแรก แต่ถ้า
ข้อเขียนของผม ทำให้คนอื่นได้รับประโยชน์ไปด้วย ผมจะดีใจมาก ๆ
เลยครับ


................................................................................................................
อ้างอิง
- หนังสือ สุนทรียะแห่งความเหงา วุฒิชัย กฤษณะประการกิจ


edit @ 20 Mar 2011 16:55:44 by boygo

Comment

Comment:

Tweet

@วิรุฟห์บัณทิต ใส่จิตวิญญาณลงไปในงาน เป็นแนวคิดที่น่า สนใจ จะลองไปปฏิบัติ ขอบคุณครับ
@ส้ม,ฟ้า,บะหมี่ ขอบคุณที่เข้ามาแซว
@คมหมอกขอบเมฆ จะพยายามเขียนบ่อย ๆ ครับ

#6 By boygo on 2011-03-20 21:02

ไม่ว่าใครก็เขียนได้ big smile
จะรอชื่นชมผลงานดีดีนะฮะ
มีแฟนตามมาอ่านเพียบแล้ว ดูสิ อิอิ

#4 By Bamee (110.164.250.200) on 2011-03-20 20:04

Hot! Hot! Hot!
เขียนต่อไป ทาเคชิ!

#3 By fablefa ~* on 2011-03-20 19:48

พีบอยมีบล็อคแล้วกรี๊ดดดดดHot! Hot! Hot! Hot!

#2 By D.K. on 2011-03-20 19:17

จริงๆไม่เฉพาะงานเขียนนะครับ งานทุกสิ่งอย่างที่เราตั้งใจทำจะสะท้อนตัวตนของเราออกมา เพียงแต่อาจจะไม่ชัดเจนเท่าตัวอักษร ถ้าคุณใส่จิตวิญญาณลงไปในงานคนอื่นเขาก็จะเห็นมันครับ

สำหรับงานเขียนของผม ผมให้คุณค่ากับมันในอีกรูปลักษณะหนึ่ง นั่นคืองานของผมสามารถที่จะทำให้ใครสักคนที่ได้อ่านเริ่มต้นที่จะทำสิ่งดีๆจะเพื่อตัวเขาเองก่อนก็ได้หรือจะเพื่อสังคมก็ดี นั่นล่ะคุณค่าในงานเขียนของผม